แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - parple1199

หน้า: [1]
1
เกร็ดความรู้คู่สมุนไพร (มะขามป้อม)

            ในทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับมะขามป้อมนั้น ผู้เขียนได้นำเสนอแก่ทุกท่านมาจนครบหมดทุกประเด็นเรื่องราวแล้วและในบทความนี้จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆเพิ่มเติมจากที่ได้นำเสนอไปในบทความก่อนหน้านี้ ที่ผู้เขียนคิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจในเรื่องราวเกี่ยวกับมะขามป้อมสมุนไพรที่พบได้ในประเทศไทย และมีถิ่นกำเนิดในไทยจากข้อมูลที่ได้มีการศึกษาในมะขามป้อมนั้นพบว่ามะขามป้อมเป็นพืชที่ให้วิตามินซี (กรดแอสคอบิด) สูงที่สุดในบรรดาพืชทุกชนิดในโลก (มากกว่า มะนาว มะขามแขก ทับทิม ส้มแขก) และในผลของมะขามป้อมนั้นมีสารที่ป้องกันการทำให้วิตามินซีสลายตัว จึงทำให้มะขามป้อมอาจคงวิตามินซีในผลได้นาน แต่จะต่างกันไปในสถานะต่างๆ เช่น ผลมะขามป้อมดองในน้ำเกลือ นาน 20 วัน จะเสียวิตามินซีจากผลสดไป 68% และกลิ่นของผลมะขามป้อมสดก็ลดลง เนื้อนุ่มขึ้นขนาดผลมีการพองตัวทำให้ใหญ่ขึ้น และหากเราเก็บผลสดไว้ในอุณหภูมิห้องนาน 1 ปี จำทำให้เสียวิตามินซีไป 67% น้ำคั้นจากผลสดใส่ขวดเก็บไว้ที่อุณหภูมิน้องนาน 14 วัน จะสูญเสียวิตามินซีไป 50% แต่หากเก็บไว้ในตู้เย็นจะสูญเสียวิตามินซีไปน้อยกว่า และอีกประเด็นหนึ่งคือ กระทรวงสาธารณสุขไทยพบว่ามะขามป้อมเป็น 1 ใน 30 เครื่องดื่มสมุนไพรที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระลดริ้วรอยเหี่ยวย่นและชะลอความแก่ได้ถึง 80% รวมถึงลดความเสี่ยงในโรคหัวใจ โรคข้อเสื่อม อัมพาต ในการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไทยพบว่า มะขามป้อมเป็นสมุนไพรที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้สูงสุด ในการเปรียบเทียบกับน้ำผลไม้ 50 ชนิด และในประเทศอินเดีย มีผลการค้นคว้ารายงานว่ามะขามป้อมเพิ่มภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยโรคเอดส์ (สารที่มีรสฝากช่วยยับยั้งเอนไซม์เชื้อเอดส์) รวมถึงยังได้นำน้ำสกัดจากมะขามป้อมมาทดลองกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่และวัณโรค และทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นด้วย ล่าสุดมีผลการลองออกมาว่ามะขามป้อมยังช่วยขับสารพิษโลหะหนักออกจากร่างกายมนุษย์ได้ เพราะมะขามป้อมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจึงมีสารบางตัวในนั้นไปจับกับโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ได้ และคนในอินเดียก็นิยมใช้มะขามป้อมทำยาพื้นบ้าน ทำแชมพูสระผม ทำสีย้อมผม ส่วนคนมาเลเซียใช้รักษาอาการไข้ รวมถึงคนอินโดนีเซียนำผลมะขามป้อมมาทุบหรือโขลกแล้วนำมาขยี้ที่ศีรษะเพื่อรักษาลดอาการปวดศีรษะและลดไข้ นอกจากนี้เนื้อไม้มะขามป้อมยังอาจนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกเช่น ทำเสาบ้านเรือน ขนาดเล็ก ทำไม้กระดาน ด้ามเครื่องมือการเกษตร หรือใช้เผาเพื่อนำเอาถ่าน มาใช้งานโดยจะให้ความร้อนถึง 8080 แคลลอรี่/กรัม เลยทีเดียว จากบทความต่างๆเกี่ยวกับมะขามป้อมที่ผู้เขียนได้นำเสนอแก่ทุกท่านจะเห็นได้ว่ามะขามป้อมเป็นพืชที่ให้ประโยชน์กับมนุษย์มากมายมหาศาล แล้วหลังจากจบบทความนี้ ผู้เขียนคิดว่าทุกท่านจะหลงรักมะขามป้อมมากขึ้นกว่าเดิม

2

ถิ่นกำเนิดสะค้าน 
สะค้านพบได้ในทุกภาคของประเทศไทย ที่มีสภาพป่าดิบชื้น โดยพืชสกุลพริกไทยส่วนใหญ่แล้วมีแหล่งที่สำรวจพบอยู่ในเขตร้อนชื้น จากการสำรวจความหลากหลายในประเทศไทยจนถึงปัจจุบันซึ่งรวบรวมไว้ใน “หนังสือพืชสกุลพริกไทยในประเทศไทย” พืชสกุลพริกไทยในประเทศไทยทั้งสิ้น 42 อย่าง และอีก 1 ตัวอย่าง ที่ยังไม่ สามารถ ระบุ ชนิด ได้
ลักษณะทั่วไปของสะค้าน
ไม้เถาเลื้อย ลำต้นอวบอ้วนขนาดใหญ่ ทุกส่วนเกลี้ยง รูปทรงและขนาดของใบพบได้หลากหลาย เนื้อใบเหนียวและหนามาก ใบบนลำต้นมีขนาดเล็กกว่ามาก ส่วนใหญ่แผ่นใบรูปสามเหลี่ยมแคบโดยเรียวไปทางปลายใบ หรือรูปไข่แคบ ฐานใบเว้าลึกพูมน สมมาตรหรือไม่สมมาตร ปลายใบแหลม ใบบนกิ่งแผ่นใบรูปรี ฐานใบเว้ารูปหัวใจ ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม แผ่นใบทั้งสองแบบขนาด 5-11.5 x 8-22 เซนติเมตร เส้นใบมี คุณภาพ 9 เส้น มี 3 คู่ออกจากฐานใบ เส้นอื่นๆ ออกจากเส้นกลางใบเหนือฐานใบ 2-3 เซนติเมตร ช่อดอกเพศผู้ห้อยลง ขนาด 0.1-0.2 x 5-8 ซม. ก้านช่อดอกยาว 0.5-0.8 ซม. ใบประดับมีก้าน เกสรเพศผู้ 4 อัน ช่อผลยาว 2-18 ซม. ผลกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3-0.6 ซม. เมื่อแก่มีสีเขียวแกมเหลือง เมื่อสุกมีสีแดง ก้านผลยาว 0.5-0.6 ซม.
ชื่อพื้นเมือง :  ตะค้านเล็ก  ตะค้านหยวก
ภาพลายเส้น Piper ribesioides  ใบบนลำต้น (ก) ใบบนกิ่งและช่อดอก (ข) ช่อดอกเพศผู้ เกสรเพศผู้และใบประดับ (ค) ใบบนกิ่งและช่อผล (ง)
การขยายพันธุ์ของสะค้าน
สะค้านเป็นพันธุ์ไม้ป่า ขึ้นได้ดีในดินร่วนซุย ระบายน้ำดี มีแสงรำไร ชอบเกาะตามต้นไม้ขนาดใหญ่ จึงไม้ นิยม นำมาเพาะพันธุ์ เพราะมักจะตายง่าย  แต่มีรายงานว่า เริ่มมีการพยายามนำมาขยายพันธุ์อีกครั้งโดยการ เพาะปลูก เมล็ด
องค์ประกอบทางเคมี 
Piperine+)-3,7-dimethyl-3-hydroxy-4-( P-coumaryloxy)-1,6-octadiene, beta-sitosterol, lignans (-)-hinokinin and (-)-cubebin, methyl piperate, methyl 2 E,4 E,6 E-7-phenyl-2,4,6-heptatrienoate, N-isobutyl-2 E,4 E-dace-2,4-dienamide, palmitic acid, stearic acid
สรรพคุณของสะค้าน 
เครือ ใช้ประกอบอาหารช่วยเพิ่มรสเผ็ด เช่นใส่แกงหน่อ แกงขนุน(ม้ง) เนื้อไม้ ซอยใส่ลาบ ใส่แกง(กะเหรี่ยงแดง) ลำต้น ใช้ใส่แกง ช่วยให้มีกลิ่นหอม(ขมุ) ลำต้น ใช้เป็นเครื่องเทศปรุงอาหารเพิ่มรสเผ็ด(เมี่ยน) ลำต้น ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาว(ไทลื้อ) เครือแก่ สับเป็นแว่นเล็กๆ แล้วนำไปเป็นส่วนประกอบในอาหาร เช่น แกงปลี, ใบอ่อน นำไปแกงขนุน มีกลิ่นหอม(คนเมือง) แก้ลมอัมพฤกษ์ แก้ลมในทรวงอก  ขับลมในทรวงอก  ขับลมในลำไส้  บำรุงกำลัง  แก้ไข้  แก้หืด  แก้จุดเสียด  รักษา ธาตุ ใช้เป็นยาแก้ลมในกองเสมหะโลหิต (ใบ) ดอกมีรสเผ็ดร้อน มี สรรพคุณ เป็นยาแก้ลมอัมพฤกษ์ ลมปัตคาดที่เกิดจากพิษพรรดึก (ดอก) ผลมีรสร้อนเล็กน้อย ใช้เป็นยาแก้ลมแน่นในทรวงอก (ผล)
สะค้านหรือเถาสะค้านเป็นเครื่องยาไทย คุณสมบัติ หนึ่ง โบราณจัดไว้เป็นตัวยาประจำธาตุลม  ตำรา คุณสมบัติ ยาโบราณว่าสะค้านมีรสเผ็ดร้อน  แก้ลมอันบังเกิดในกองธาตุและกอง สมุฏฐาน ใช้ขับลมในลำไส้ แก้จุดเสียด  แก้ธาตุพิการ  บำรุงธาตุทำให้ผายเรอ  เบื่ออาหาร  มือเท้าเย็น  ปากแห้ง  คอแห้ง  คลื่นเหียนอาเจียนจนถึงขั้นหายใจขัด  เครื่องยานี้จัดอยู่ในพิกัดยาที่เรียกว่า “เบญจกูล” เป็นตัวยาในตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณหลายขนาน  พบในบัญชียาหลักแห่งชาติ  พ.ศ.2549  2  ตำรับ ได้แก่ ยาหอมนวโกฐ  และยาประสะกานพลู
 

3
สรรพคุณขมิ้นชัน
ตำรายาไทย: ใช้ภายใน ช่วยเจริญอาหาร ยาบำรุงธาตุ ฟอกเลือด แก้ท้องอืดเฟ้อ แน่น จุกเสียด ลดน้ำหนัก ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาการดีซ่าน แก้อาการวิงเวียน แก้หวัด แก้อาการชัก ลดไข้ ขับปัสสาวะ เยียวยาอาการท้องมาน แก้ไข้ผอมแห้ง แก้เสมหะและโลหิตเป็นพิษ โลหิตออกทางทวารหนักและเบา แก้ตกเลือด แก้อาการตาบวม แก้ปวดฟันเหงือกบวม มีฤทธิ์ระงับเชื้อ ต้านวัณโรค ป้องกันโรคหนองใน แก้ท้องเสีย แก้บิด รักษามะเร็งลาม ใช้ภายนอก ช่วยบรรเทาอาการฟกช้ำบวม ปวดไหล่และแขน บวมช้ำและปวดบวม แก้ปวดข้อ สมานแผลสดและแผลถลอก ผสมยานวดคลายเส้นแก้เคล็ดขัดยอก แก้น้ำกัดเท้า แก้ชันนะตุ แก้กลากเกลื้อน แก้โรคผิวหนังผื่นคัน สมานแผล รักษาฝี  แผลพุพอง  ลดอาการแพ้  อักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย  ตำใส่แผลห้ามเลือด รักษาผิว บำรุงผิว


  • รักษาโรคน้ำกัดเท้า โดยนำขมิ้นชันสดมาปอกเปลือกหรือขยี้ส่วนปลาย ก่อนใช้ทาบริเวณที่เกิดโรคน้ำกัดเท้า ซึ่งจะช่วยรักษาอาการให้หายเร็ว
  • บรรเทาอาการปวดบวมจากแมลงกัดต่อย ด้วยการนำขมิ้นชันสดบดผสมกับน้ำเล็กน้อย ก่อนนำมาประคบบริเวณถูกกัด
  • รักษาฝี ด้วยการใช้ขมิ้นชันบดให้ละเอียดก่อนนำมาประคบที่ฝี
  • ยาสตรีคลอดบุตร ด้วยการใช้ขมิ้นชันบดให้ละเอียดผสมกับดินสอพอง ทาบริเวณท้องหลังการคลอดบุตร ซึ่งจะช่วยทำให้ท้องยุบตัวเร็ว และช่วยลดหน้าท้องลายได้
  • รักษาสภาพฟัน และลดกลิ่นปาก ด้วยการนำขมิ้นชันสดมาเคี้ยว และอมค้างไว้ 1-2 นาที ซึ่งจะช่วยเยียวยาสภาพฟันให้แข็งแรง และช่วยลดกลิ่นปาก


นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา  ปรากฏการใช้ขมิ้นชัน ในยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ปรากฏตำรับ”ยาเหลืองปิดสมุทร” มีส่วนประกอบของขมิ้นชันเป็นองค์ประกอบหลัก ร่วมกับสมุนไพรอื่นอีก 12 ชนิดในตำรับ มีสรรพคุณลดอาการท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น อุจจาระไม่เป็นมูก หรือมีเลือดปนและท้องเสียชนิดที่ไม่มีไข้ นอกจากนี้ยังจัดอยู่ในบัญชียาพัฒนาจากสมุนไพรที่สามารถใช้เดี่ยว เพื่อบรรเทาอาการแน่น จุกเสียด
ตารางที่ 1 การใช้เหง้าขมิ้นชันในการรักษาโรคต่างๆ ตามแนวทางการแพทย์แผนโบราณ





ประเทศ




สรรพคุณทางยา




อินเดีย
 
 
 
 
 
 
 
 
 


    - ให้กลิ่นหอม เป็นยากระตุ้น และช่วยขับลม
    - ผงขมิ้นผสมกับน้ำมะนาวใช้พอกเพื่อรักษาอาการ  บาดเจ็บ เคล็ด ขัด
      ยอก บวม
    - รักษาความผิดปกติของระบบน้ำดี
    - รักษาอาการเบื่ออาหาร
    - โรคหวัด
    - แก้ไอ
    - แผลจากโรคเบาหวาน
    - ความผิดปกติของตับ
    - โรคข้อรูมาติซึม (rheumatism)
    - ไซนัสอักเสบ (sinusitis)
 
 





ประเทศ




สรรพคุณทางยา




จีน
 
 
 


    - ปวดท้อง (abdominal pain)
    - ท้องมาน (ascites)
    - ดีซ่าน (icterus)




ไทย
 
 
 
 
 


    - แก้ไข้เรื้อรัง
    - รักษาอาการผอมเหลือง
    - แก้โรคผิวหนัง
    - แก้ท้องร่วง
    - สมานแผล
    - ขับลม
    - รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย
    - รักษาแผลในกระเพาะอาหาร




 


องค์ประกอบทางเคมีของขมิ้นขัน
สารกลุ่มเคอร์คิวมินนอยด์ (curcuminoids) ประกอบด้วย เคอร์คิวมิน (curcumin), monodesmethoxycurcumin, bisdesmethoxycurcumin
           น้ำมันระเหยง่าย (volatile oil) มีสีเหลืองอ่อน สารหลักคือเทอร์เมอโรน (turmerone) 60%, ซิงจิเบอรีน (zingiberene) 25%, borneol, camphene, 1, 8 ciniole , sabinene, phellandrene
องคประกอบทางเคมีที่เกี่ยวของกับการรักษาอาการ dyspepsia
        การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันพบว่า เหง้าขมิ้นชัน ประกอบด้วยสารสําคัญ 2 กลุ่มคือcurcuminoids ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ให้สีเหลืองส้ม มีประมาณ 1.8 – 5.4%  ประกอบด้วย  curcumin  และสารอนุพันธ์ของ curcumin ได้แก่ desmethoxycurcumin และ bisdesmethoxycurcumin และสารสําคัญอีกกลุ่มหนึ่งคือน้ำมันหอมระเหย (volatile oils) สีเหลืองอ่อน ที่มีอยู่ประมาณ 2 – 6% ประกอบด้วยสารประกอบmonoterpenes และ sesquiterpenes เช่น turmerone, zingeberene, curcumene, borneol เป็นต้น

4

ถิ่นกำเนิดขมิ้นชัน[/url]
[/b]
ขมิ้นชันมีถิ่นกําเนิดในประเทศแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งธรรมชาติในสภาพพืชป่า มีข้อสันนิษฐานว่า ขมิ้นชันเป็นพืช เพาะที่เกิดกระบวนการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติและมีโครโมโซม 3 ชุด ซึ่งเป็นหมัน มีการสืบทอดพันธุ์กันต่อมา โดยวิธีการคัดเลือกพันธุ์และ เพาะปลูกแบบไม่อาศัยเพศ ปัจจุบันมีเขตการกระจายพันธุ์ ขยายพันธุ์ทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อน หรือร้อนชื้นทั่วโลก ได้แก่ กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาดากาสกา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย รวมถึงบางประเทศในเขตร้อนชื้นของทวีปแอฟริกา แหล่งที่ เพาะขมิ้นชันเป็นการค้าขนาดใหญ่ของโลกคืออินเดีย มีแหล่ง อื่นบ้างแถบเอเซียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ อุปโภค ได้แก่ ประเทศจีน อินเดียอินโดนีเซีย และไทย
ลักษณะทั่วไปของขมิ้นชัน
ขมิ้นชันเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ลําต้นใต้ดินเป็นเหง้า มีทั้งเหง้าหลักที่เจริญชูตั้ง รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรี บางครั้งเรียกเหง้าหลักของ “หัว” ด้านข้างของเหง้าหลักแตกแขนงในแนวระนาบ แต่ละแขนงมักแตกย่อยต่อไปได้อีก 1 - 2 ครั้ง เหง้าแขนงรูปคล้ายทรงกระบอก หรือคล้ายนิ้วมือ ตรงหรือโค้งเล็กน้อย บางครั้งเรียกเหง้าแขนงว่า “แง่ง” เนื้อเหง้าสีส้ม และมีกลิ่นเฉพาะ ลําต้นเหนือดิน เป็นลําต้นเทียมที่มีกาบใบเรียงซ้อนอัดแน่นสูงได้ถึง 1 เมตร หรือมากกว่า มีใบ 6 – 10 ใบต่อต้น ใบเดี่ยว ออกสลับถี่ กาบใบยาว 40 – 60 ซม.แผ่นใบรูปรีหรือรีแกมขอบขนาน กว้าง 10 – 20ซม. ยาว 30 – 70 ซม.  โคนใบสอบแคบหรือมน ปลายใบแหลมมาก ช่อดอกรูปทรงกระบอก กว้าง 5 – 9 เซนติเมตร  ยาว 10 – 20 ซม.  มีใบประดับจํานวนมาก รูปรีแกมขอบขนานเรียงเวียนถี่รอบแกนช่อดอก ใบประดับที่อยู่บริเวณโคนช่อดอกมีสีเขียวอ่อนหรือสีขาวแกมเขียวยาว 5 – 6 เซนติเมตร  กว้าง 2 – 3 เซนติเมตร  ขอบโคนใบประดับประกบติดกับใบประดับที่อยู่ใกล้เคียงและติดกับแกนช่อดอกเกิดเป็นซอกคล้ายกระเปาะ ใบประดับที่อยู่บริเวณปลายช่อดอกมีสีขาวแกมเขียวอ่อน ปลายใบประดับมีแถบสีเขียวอ่อนหรือแถบสีชมพูอ่อน โคนใบประดับไม้ประกบติดกันเป็นกระเปาะ ดอกออกในซอกกระเปาะใบประดับ 3 – 5 ดอกต่อซอก และทยอยบาน ดอกยาวประมาณ 5 ซม.  กลีบเลี้ยงสีขาวใส ติดกันเป็นหลอดสั้น ปลายหยักไม้เท่ากัน กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดยาว ปลายผาย และแยกเป็น 3 กลีบเกสรตัวผู้ที่เป็นหมันแผ่เป็นกลีบขนาดใหญ่ 3 กลีบ กลีบกลางรูปไข่กลับ สีเหลืองอ่อนและมีแถบสีเหลืองเข็ม บริเวณกลางกลีบ สองกลีบข้างรูปรีแกมขอบขนานสีเหลืองอ่อน เกสรตัวผู้ที่สมบูรณ์มีก้านสั้น อับเรณูเล็กเรียวและมีจะงอย โอบรอบก้านชูยอดเกสรตัวเมีย รังไข่ 3 ห้อง ผลกลมหรือรี แต่มักไม่ติดผล
การขยายพันธุ์ของขมิ้นชัน
            ขมิ้นชันชอบแสงแดดจัดและมีความชื้นสูง ชอบดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำขัง วิธีปลูกใช้เหง้าหรือหัวอายุ10-12เดือนทำพันธุ์ ถ้าเป็นเหง้าควรยาวประมาณ8-12ซม.หรือมีตา6-7ตา เพาะลงแปลง กลบดินหนาประมาณ5-10เซนติเมตร. ขมิ้นจะใช้เวลาในการงอกประมาณ30-70วันหลังเพาะ ควรรดน้ำทุกวัน หลังจากนั้นเมื่อขมิ้นมีอายุได้ 9-10 เดือนจึงจะอาจเก็บเกี่ยวได้

  • ฤดูกาลปลูก : ควรเริ่มปลูกในช่วงต้นฤดูฝนประมาณปลายเดือนเมษายน ถึงต้นเดือนพฤษภาคม
  • ฤดูการเก็บเกี่ยว : จะเก็บเกี่ยวหัวขมิ้น ในช่วงฤดูหนาวหรือประมาณปลายเดือนธันวาคมถึงมกราคม ซึ่งช่วงนี้หัวขมิ้นชันจะแห้งสนิท

     

5

ถิ่นกำเนิดของดีปลี
ดีปลีเป็น พืชเมืองของเอเชียตุวันออกเฉียงใต้ มี ถิ่น กำเนิดที่เกาะโมลัคคาส (Moluccas) ในมหาสมุทรอินเดียและได้มีการนำมา กระจายพันธุ์ และเกิดการแพร่กระจายในทางตอนใต้ของประเทศไทย รวมถึงในประเทศมาเลเซียและอินเดีย
ลักษณะทั่วไปของดีปลี

  • ต้นดีปลี[/url] [/i]จัดเป็น พืช เถามีรากฝอยออกบริเวณข้อเพื่อใช้ยึดเกาะและเลื้อยพัน เถาค่อนข้างเหนียวและแข็ง มีข้อนูน แตกกิ่งก้านสาขามาก เจริญเติบโตได้ดีในที่ชุ่มชื้น มีแสงแดดรำไร
  • ใบดีปลี มีใบเป็นใบเดี่ยว คุณสมบัติเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบกว้างประมาณ 3-5 ซม. และยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร มีเส้นใบออกจากโคนประมาณ 3-5 เส้น ส่วนก้านใบยาวประมาณ 1-1.5 ซม.
  • ดอกดีปลี หรือ ผลดีปลี ผลสดมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ชนิดของผลอัดกันแน่นเป็นช่อรูปทรงกระบอก โคนใหญ่กว่าปลายไม่มาก ปลายเล็กมน ผลมีความยาวประมาณ 2.5-7.5เซนติเมตรและมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-8 ซม. ผิวของผลค่อนข้างหยาบ และมีเกสรตัวเมียติดอยู่ ผลย่อยมีเมล็ดเดียว โดยเมล็ดมีขนาดเล็กมาก ประเภทกลมและแข็ง ผงของผลมีสีน้ำตาล มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรสเผ็ดร้อน ขมปร่า นิยมเก็บผลมาใช้เมื่อผลเริ่มเป็นสีน้ำตาล แล้วนำมาตากแดดให้แห้ง

    ส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้แก่ ส่วนของดอก ใบ ผลแก่จัดแต่ยังไม่สุก หรือตากแดดให้แห้ง เถา และรากดีปลี
    การขยายพันธุ์ของดีปลี
    ดีปลีเป็น พรรณไม้ เลื้อยที่ชอบพื้นที่ชุ่ม ดินร่วมซุย ไม่มีน้ำท่วมขังค่อนข้างเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน จึงเห็นได้ในทุกภาคของไทย
    การปลูกและการดูแล          ดีปลี ต้องเตรียมหลักให้เลื้อยพันตั้งแต่กระจายพันธุ์หลักควรมีความสูง 1.50 เมตร ถ้าสูงเกินไปจะเก็บเกี่ยวยาก จะใช้เสาปูนก็ได้แต่ดีปลีจะไม่ค่อยเกาะในระยะแรกเนื่องจากเสาปูนร้อน และไต่พันยากกว่าขึ้นต้นไม้ ถ้าจะใช้ต้นไม้บางประเภทเป็นหลักก็มีต้นทองหลางที่เหมาะมาก เนื่องจากทองหลางโตเร็วตัดยอดตัดกิ่งบังคับความสูงได้ วิธีใช้ ให้นำต้นทองหลางมาเพาะพันธ์ลงไปก่อน พอต้นทองหลางโตเป็นร่มแล้ว ก็เอาดีปลีมาเพาะที่โคน เมื่อทองหลางแตกยอดก็ตัดยอดไม่ให้สูงไปกว่านั้น
              ดีปลีจะเอายอดหรือไหลมาชำก็ได้ แต่นิยมใช้ยอดมากกว่าเพราะให้ผลผลิตได้เลย ถ้าใช้ไหลปลูกใช้เวลาหลายปีกว่าจะออกดอก ยอดที่จะนำมาชำให้ใช้ยอดกระโดงหรือยอดที่แยกออกด้านข้าง ตัดต่ำกว่ายอดลงมา 5 ข้อแล้วเอาดินเหนียวหุ้ม 2 ข้อล่าง เพื่อเพิ่มความชื่นให้แตกรากเร็วขึ้นไม่เช่นนั้นจะเหี่ยวเฉา จากนั้นจึงนำยอดไปชำลงในถุงจนกระทั่งแตกรากแล้วจึงนำไปเพาะพันธ์ที่โคนเสาหรือต้นทองหลาง อาจต้องใช้ลวดหรือเชือกมามัดหลวมๆ ในระยะแรก
              คอยเยียวยาความชุ่มชื้นในดินให้สม่ำเสมอในระยะแรก อย่าให้น้ำท่วมขัง เมื่อต้นแข็งแรงจะออกรากมาช่วยเกาะหลัก ถ้าเพาะกับเสาก็ตัดเชือกออกได้ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกดินรอบโคนต้นจะช่วยให้แข็งแรงและเติบโตดี
    การเก็บเกี่ยว          ถ้าดินมีความชุ่มชื้นได้น้ำตลอดปี ไม่แฉะเกินไป จะออกดอกได้ผลทั้งปี หน้าฝนผลจะดกแต่การตากให้แห้งทำได้ลำบาก หน้าแล้งผลผลิตลดลง แต่เก็บเกี่ยวตากแห้งได้สวยกว่า ส่วนที่เก็บเกี่ยวคือ ผล จะเก็บเมื่อผลกลางอ่อนกลางแก่ คือเริ่มมีสีแดงเรื่อๆ ปนเขียว เป็นระยะที่ผลดีปลีดีปลีมีกลิ่นฉุนจัดที่สุด ถ้ารอให้สุกแดงจะเละเกินไป
    องค์ประกอบทางเคมี  สารกลุ่ม  alkaloids เช่น piperine 4-5% , piperanine , pipernonaline , dehydropipernonaline piperlonguminine  piperrolein  B สารกลุ่ม phenolic  amides เช่น  etrofractamide    Chavicine  Methyl piperate  Guineensine  น้ำมันหอมระเหย 1%  ประกอบด้วย  terpinolene  caryophyllene  p-cymene  thujene  dihydrocarveol Pentadecane
    Caryophylleneoxide   Heptadec-8-ene  Heptadecane
     
     

6

งานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับดีปลี

  • คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการ ค้นคว้าผลดีปลี พบว่า สาร piperlonguminine ในผลสดของดีปลี สามารถต้านการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินในผิวหนังได้ และยังพบว่า สารสกัดจากผลดีปลี อาจออกฤทธิ์ลดอาการระคายเคืองของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคกระเพาะอาหารได้
  • ในประเทศอินเดีย มีรายงานว่ามีการใช้ดีปลีในการนำมาปรุงอาหาร เพราะดีปลีมี ลักษณะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และยังแนะนำว่า ผลดีปลีแห้งควรนำมาใช้ทันที และไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 ปี เพราะหากเก็บไว้นานกว่านี้ ประโยชน์ และฤทธิ์ทางยาจะน้อยลง
  • จากการ ศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าดีปลีมีฤทธิ์ต้านการอ็อกซิไดส์ของเซลล์ได้ จึงนิยมใช้ผลดีปลีเป็นส่วนประกอบของยาต้านเซลล์มะเร็ง และ รักษาโรคมะเร็ง
  • การ ทดลองสารสกัดจากผลดีปลี พบสารหลาย ประเภท และนำสารต่างๆมาทดสอบฤทธิ์ในการฆ่าแมลง พบว่า guineensine และ piperine สามารถฆ่าหนอนกระทู้ผักได้

การศึกษาทางพิษวิทยาของดีปลี

  • มีการ ค้นหาพิษเฉียบพลัน (acute toxicity test) ในหนูถีบจักรโดยใช้สารสกัดอัลกอฮอล์ (50%) จากสมุนไพรไทยชนิดต่างๆ กรอกเข้าทางปากหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง แล้วดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสัตว์ ทดสอบในระยะ 3 ชม.แรกอย่างใกล้ชิด ต่อจากนั้นคือ ในระยะ 12, 24 และ 72 ชม. หลังให้สารสกัดจะทำการตรวจสอบจำนวนสัตว์ทดลองที่ตาย เนื่องจากพิษของสารสกัดซึ่งในการ ลองนี้มีการ ทดลองสารสกัดจากดอกดีปลี พบว่า สารสกัดขนาด 10 ก./ กิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับ 250 เท่าของขนาด เยียวยาในคน พบว่าสารสกัดขนาดดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดพิษในหนูถีบจักร
  • การ ทดลองฉีดสารสกัดเอทานอล (90%) จากผลแห้งเข้าทางช่องท้องหนูถีบจักร พบว่า LD50 เท่ากับ 500 มก./กก.
  • การ ทดลองให้สารสกัดเอทานอล (95%) จากผลแห้งทางกระเพาะอาหารหนูถีบจักร พบว่า LD50 เท่ากับ 87.4 ก./กก.
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวังของดีปลี

  • ไม่ควร บริโภคดีปลีใน ปริมาณที่มากเกินไป เพราะอาจจะทำให้กระเพาะอักเสบ แสบทวารเวลาขับถ่ายได้
  • สำหรับผู้ที่เป็นไข้ ไม่ควร ทานดีปลี เพราะจะทำให้เป็นร้อนในด้วย
  • เกิดการอักเสบของเยื่อบุในระบบทางเดินอาหารจนเกิดเลือดออกได้
  • ผู้หญิงตั้งครรภ์ ห้ามอุปโภคดีปลีเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้แท้งบุตรได้
รูปแบบ / วิธีการใช้/ปริมาณที่ใช้ของดีปลี

  • อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดท้อง และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากธาตุ ผิดปกติ โดยใช้ผลดีปลีแก่แห้ง 1 กำมือ (ประมาณ 10-15 ผล) ต้มเอาน้ำ ดื่ม ถ้าไม่มีผลใช้เถาต้มแทนได้
  • อาการไอ และขับเสมหะ ใช้ผลแห้งแก่ ประมาณครึ่งผล ฝนกับน้ำมะนาวแทรกเกลือเล็กน้อย กวาดคอ หรือจิบบ่อยๆ
  • ผลดีปลีแห้งใช้เป็นเครื่องเทศ ประกอบอาหาร มีรสเผ็ดร้อน ขม
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ด้วยการใช้ดอกดีปลี 10 ดอก หัวแห้วหมู 10 หัว พริกไทย 10 เม็ด นำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งแท้ ใช้ อุปโภคก่อนนอนทุกคืน (ดอก)
  • ช่วยแก้ไข้เรื้อรังหรืออาการไข้ที่มักเป็น ๆ หาย ๆ ด้วยการใช้ดอกดีปลีล้างสะอาด นำมาบดหรือตำพอหยาบ ๆ ประมาณครึ่งแก้ว นำมาต้มกับน้ำ 4 แก้ว จนเหลือ 1 แก้ว แล้วกรองเอาแต่น้ำมา ดื่มขณะท้องว่างวันละ 2 ครั้ง และสูตรนี้ยังช่วยบรรเทาอาการม้ามโตได้อีกด้วย (ดอก)
  • ช่วยแก้อาการเจ็บในลำคอ ด้วยการใช้ดอกดีปลี 3 ดอก ผิวมะนาว 1 ลูก หัวกระเทียม 3 กลีบ และพริกไทยล่อน 3 เม็ด นำทั้งหมดมาตำให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำมะนาวและคลุกให้เข้ากัน นำมาปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา แล้วใช้อมบ่อย ๆ (ดอก)
  • ช่วยลดอาการเสียงแหบแห้งได้ ด้วยการใช้ผงดีปลีผสมกับสมอไทยอย่างละ 5 กรัมจนเข้ากัน แล้วผสมกับน้ำอุ่นไว้ กินครั้งละ 1 แก้ว วันละ 2 ครั้ง (ผล)
  • ช่วยแก้ริดสีดวงทวารหนัก โดยใช้ดอกดีปลี 10 ดอก เมล็ดงาดำดิบ 20 กรัม นำมาบดให้ละเอียดผสมกับนม ดื่มวันละ 1 แก้ว ติดต่อกัน 15 วัน (ผล, ดอก, เถา)

    ฤทธิ์ทางเภสัของดีปลี
    สารสำคัญ ในผลดีปลี คือ piperine เป็นสารที่มีผลต่อ    TRPV1 ซึ่งมีผลต่อการปวด๔ นอกจากนี้จากการ ค้นพบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ชั้นเอทธานอลของดีปลียังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory)  ทั้งฤทธิ์ต้านการอักเสบเฉียบพลัน และฤทธิ์ต้านการ อักเสบกึ่งเรื้อรัง ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant)
    มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา  ต้านการเกิดแผลที่กระเพาะอาหาร  ต้านออกซิเดชั่น กดประสาทส่วนกลาง เสริมฤทธิ์ยานอนหลับ ลดไขมันในเลือด ลดน้ำตาลในเลือด ต้านพิษต่อตับ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว

7

สรรพคุณดีปลี
ตามทฤษฎีของแพทย์แผนไทยจัดเป็นสมุนไพรประจำธาตุดิน ช่วยระงับธาตุปถวีโทษ ดอกดีปลีเป็นยารสเผ็ดร้อนขม สรรพคุณทางแผนโบราณใช้บำรุงธาตุ ขับลม แก้จุกเสียด ใช้เป็นยาสำหรับใช้กับทางเดินหายใจ เช่น ขับเสมหะ แก้หืด แก้หลอดลมอักเสบและแก้นอนไม่หลับ แก้ลมบ้าหมู เป็นยาขับน้ำดี เป็นยาขับระดูทำให้ผู้หญิงเกิดอาการแท้งบุตร เป็นยาขับพยาธิในท้อง ใช้เป็นยาทาภายนอกสำหรับลดอาการเจ็บที่กล้ามเนื้อ โดยทำให้ร้อนแดงและมีเลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้นจึงอาจแก้อาการอักเสบ ดีปลีถูกใช้เป็นตัวยาตัวหนึ่งในตำรับยาไทยเช่น ยาสหัสธารา เบญจกูล และอีกหลายตำรับ
ตำรายาโบราณ: กล่าวว่า ผลแก้อัมพาต  แก้เส้นปัตตะฆาต  แก้เส้นอัมพฤกษ์  แก้คุดทะราดให้ปิดธาตุ  แก้โรคหลอดลมอักเสบ  เป็นยาขับระดู  เป็นยาธาตุ  ทาแก้ปวดอักเสบของกล้ามเนื้อ  ระงับอชิณโรค  บำรุงธาตุ  ขับลม  ขับลมให้กระจาย  ขับผายลม  แก้ลม  ขับลมในลำไส้  แก้ท้องร่วง  แก้ธาตุพิการ  แก้ธาตุไม่ปกติ  แก้ปฐวีธาตุพิการ  แก้วิสติปัฏฐี  แก้ปัถวีธาตุ  20  ประการ  บำรุงร่างกาย  เจริญอาหาร  แก้จุกเสียด  เจริญไฟธาตุ  แก้ปวดท้อง ขับเสมหะในโรคหืด  แก้อุระเสมหะ (เสมหะในทรวงอก)  ปรุงเป็นยาประจำ  ปัถวีธาตุ  เป็นยาขับรกให้รกออกง่าย  ภายหลังจากการคลอดบุตรและใช้เวลาโลหิตตกมาก  แก้เสมหะ  แก้หืดไอ  แก้ลมวิงเวียน  แก้ริดสีดวงทวาร  แก้คุดทะราด  แก้อาการท้องอืด  ท้องเฟ้อ  แก้อาการคลื่นไส้  (เกิดจากธาตุไม่ปกติ)
           ตำรายาไทย: ดีปลีจัดอยู่ใน “พิกัดตรีกฎุก” แปลว่าของที่มีรสร้อน 3 อย่าง เป็นพิกัดยาที่ประกอบด้วยเครื่องยา 3 อย่าง ในคุณภาพเสมอกันคือ พริกไทย ขิงแห้ง และดีปลี มีสรรพคุณแก้โรคที่เกิดจากวาตะ(ลม) เสมหะ และปิตตะ(ดี) ในกองธาตุ กองฤดู กองอายุ และกองสมุฏฐาน “พิกัดตรีสันนิบาตผล(ตรีสัพโลหิตผล)" คือการจำกัดตัวยาแก้ไข้สันนิบาต 3 อย่าง คือ ผลดีปลี รากพริกไทย และรากกระเพราแดง มีสรรพคุณแก้ไข้สันนิบาต แก้ในกองลม บำรุงธาตุ แก้ปถวีธาตุ 20 ประการ “พิกัดตัวยาเผ็ดร้อน 6 ชนิด” คือการจำกัดจำนวนตัวยาเผ็ดร้อน 6 จำพวก คือ ดีปลี พริกไทย ผลผักชีลา ใบแมงลัก ผลกระวาน ใบโหระพา มีคุณสมบัติแก้ลมจุกเสียด ช้ำบวม ช่วยย่อยอาหาร “พิกัดเบญจกูล” คือการจำกัดจำนวนตระกูลยาที่มีรสร้อน 5 อย่าง มี เหง้าขิงแห้ง ดอกดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง มีประโยชน์กระจายกองลมและโลหิต แก้คูถเสมหะ แก้ลมพานไส้ บำรุงกองธาตุทั้ง 4 ให้บริบูรณ์
            ตำรายาพระโอสถพระนารายณ์:ปรากฏตำรับ “ยาอาภิสะ” มีดีปลีเป็นองค์ประกอบหลักร่วมกับสมุนไพรอื่นอีกหลายประเภท มีสรรพคุณแก้ริดสีดวง ไอ ผอมแห้ง แก้เสมหะในทรวงอกและลำคอ
           นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการใช้เมล็ดเทียนดำ ในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย รวม 5 ตำรับ คือ
                   1.ยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของดีปลี ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง

  • ยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของดีปลีร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆ ในตำรับ มีประโยชน์ ลดอาการท้องอืดเฟ้อ ตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีส่วนประกอบของดีปลีร่วมกับสมุนไพรอย่างอื่นๆ ในตำรับ มีคุณสมบัติบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ ตำรับ”ยาเหลืองปิดสมุทร” มีส่วนประกอบของดีปลี ร่วมกับสมุนไพรอื่นอีก 12 ประเภทในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการท้องเสียจำพวกที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น อุจจาระไม่เป็นมูก หรือมีเลือดปนและท้องเสียจำพวกที่ไม่มีไข้

                       3.ยาเยียวยากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ปรากฏตำรับ “ยาประสะไพล” มีส่วนประกอบของดีปลีร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆ ในตำรับ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ
    ผลดีปลี
    อาจใช้เยียวยาแก้พิษงู  ช่วยขับเสมหะ ลดอาการคันคอ ลดอาการไอ  ช่วยลดไข้หวัด  แก้อาการปวดฟัน  แก้พิษอัมพฤกษ์ อัมพาต  แก้อาการปวดเมื่อย แก้เส้นเอ็นดึงรั้ง  แก้ท้องร่วง  ช่วยขับลมในลำไส้หรือระบบทางเดินอาหาร  แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ  แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน  แก้หอบหืด  แก้ริดสีดวง  แก้เป็นลมวิงเวียนศีรษะ  ช่วยบำรุงธาตุ  ใช้เป็นยาขับระดูและยาธาตุ
    รากดีปลี
    แก้พิษอัมพฤกษ์ อัมพาต  ช่วยลดไข้  แก้พิษคุดทะราด  แก้ท้องร่วง   แก้อาการจุกเสียด  แก้โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ    แก้ธาตุไม่ปกติ    ช่วยระบายแก๊สในกระเพาะอาหาร   
    เถาดีปลี   
    ขับเสมหะ    แก้ปวดฟัน    ปวดท้องจุกเสียด   แก้ท้องขึ้น  แก้อืดเฟ้อ   แก้ท้องร่วง    ฝนน้ำทาแก้ฟกช้ำ    แก้ปวดเมื่อยตามตัว   แก้ทางเดินปัสสาวะไม่ปกติ  อัมพฤกษ์  แก้พิษงู
    ใบดีปลี[/url] 
    แก้หืดไอ   แก้ปวดเมื่อย   แก้เส้นเอ็น
    ดอกดีปลี 
    แก้อาการคลื่นไส้   แก้ลมวิงเวียน   แก้อัมพาต  แก้เส้นอัมพฤกษ์   ใช้เป็นยาธาตุ   ช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องร่วง  แก้ปวดท้อง   แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ  แก้โรคหืดหอบ   ช่วยขับเสมหะ แก้ไอ   แก้โรคหลอดลมอักเสบ   แก้โรคริดสีดวงทวาร
     
     

    Tags : ดีปลี

8

ประโยชน์ของไคโตซาน

  • ด้านอาหาร ไคโตซานมีคุณสมบัติในการต่อต้านจุลินทรีย์และเชื้อราบางชนิด  โดยมีกลไกคือไคโตซานมีประจุบวก  ยังจับกับเซลล์เมมเบรนของจุลินทรีย์ที่มีประจุลบได้  ทำให้เกิดการรั่วไหลของโปรตีนและสารอื่นของเซลล์ ในอีกประเทศได้ขึ้นทะเบียนไคตินและไคโตซานให้เป็นสารที่ใช้เติมในอาหารได้ โดยนำไปใช้เป็นสารกัดบูด  สารช่วยรักษา กลิ่น  รส และสารให้ความข้น  ใช้เป็นสารเคลือบอาหาร  ผัก และผลไม้  เพื่อรักษาความสดหรือผลิตในรูปฟิล์มที่รับประทานได้ (edible film) สำหรับบรรจุอาหาร
  • ด้านการแพทย์ ไคตินเป็นสารที่ไม่ก่อให้เกิดการต่อต้านจากร่างกาย เนื่องจากไคติน-ไคโตซาน เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติสามารถเข้าได้รับร่างกายมนุษย์ และไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย ทั้งยังช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติต่อคนอีก  ใช้ส่งเสริมการเจริญของแบคทีเรียในลำไส้ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ  ต่อต้านมะเร็ง ช่วยลดสารพิษและยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่เป็นอันตราย และจากการค้นพบในต่างประเทศ  พบว่าอาจย่อยสลายได้ภายในสัตว์  เนื่องจากมีเอนไซม์หลายชนิดอาจย่อยสลายได้ นอกจากนี้ ไคติน – ไคโตซานยังอาจยับยั้งการเจริญของจุลชีพบางชนิดด้วย
  • ด้านอาหารเสริม ไคโตซานช่วยลดคอเลสเตอรอส  และไขมันในเส้นเลือด  โดยไคโตซานไปจับกับคอเลสเตอรอส ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไปใช้หรือดูดซึมได้น้อยลง
  • คุณสมบัติอื่น ที่เป็นคุณสมบัติต่อการลดน้ำหนักตัวของไคโตซานก็คือ ความสามารถในการดูดน้ำได้ดีทำให้ผู้บริโภครู้สึกอิ่ม  และความสามารถในการเกาะกับน้ำดีซึ่งถือเป็นตัวขนย้ายไขมันตัวหนึ่ง  ทำให้ง่ายต่อการขับไขมันออกจากร่างกาย  โดยไม่มีกาย่อยเกิดขึ้น  เพราะเอนไซม์ในร่างกายของคนเราไม่สามารถย่อยไคโตซานได้  เรายังพบอีกว่าไคโตซานช่วยในการลดคอเลสเตอรอสในเลือด  ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในการจับกับน้ำดีของไคโตซาน  เป็นหลักฐานอย่างดีในการค้นหาเกี่ยวกับประโยชน์ของไคโตซานในโรคหัวใจ  แม้ว่าไคโตซานจะรบกวยการย่อยและการดูดซึมโปรตีนเลย  ไคโตซานถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการต่อไปนี้
  • อ้วน
  • โรคหัวใจ
  • คอเลสเตอรอสสูง
  • ป้องกันมะเร็ง
กลไกการทำงานของไคโตซาน  ในร่างกายมนุษย์ของไคโตซาน มีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่มากทำให้ไม่ถูกดูดซึม แต่จะถูกขับถ่ายออกมาก นอกจากการจับไขมันแล้ว ไคโตซานยังมีคุณสมบัติที่ช่วยจับพวกโลหะหนัก  ซึ่งมากจากฝุ่นไอเสียรถยนต์ ยาฆ่าแมลง และ สีผสมอาหาร ได้เป็นอย่างดี วงการเภสัชกรรมจึงได้ใช้คุณประโยชน์ในการดักจับไขมันในทางเดินอาหารของไคโตซาน มาใช้ในการกินเพื่อลดน้ำหนัก  คอเลสเตอรอล และ ไตรกรีเซอร์ไรด์อย่างได้ผล
            ไขมันที่จับตัวกับไคโตซาน จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต  แต่จะถูกขับถ่ายออกมาพร้อมอุจจาระ  แล้วซึ่งหมายความว่า ไขมันในอาหารมื้ออร่อยปากที่เรากินเข้าไป จะถูกดักจับเสียก่อน โดยไม่มีการดูดซึมเข้าร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับไขมันจากอาหารน้อยลง
ไคโตซานช่วยดักจับไขมันและช่วยลดน้ำหนัก ไคโตซานไม่ถูกย่อย เช่นเดียวกับเส้นใยทั้งหลาย จึงไม่ให้แคลอรี่ แต่ที่ต่างจากเส้นใยจากพืชทั่วไป คือ ไคโตซานสามารถดักจับไขมันได้สูง ประมาณ 8 – 10 เท่าของน้ำหนักตัวมันเอง กลายเป็นเหมือนก้อนวุ้นไขมันในทางเดินอาหาร และ ถูกขับถ่ายออกในที่สุด
 
แหล่งที่มา / แหล่งอาหารที่มีไคโตซาน
          แหล่งอาหาร  เปลือกกุ้งขนาดกลางและเล็ก  กุ้งก้ามกราม  และปู  รวมทั้งแพลงตอนและผนังเซลล์ของเชื้อรา ผลิตภัณฑ์ของไคโตซานชนิดทานที่พบในท้องตลาดจะอยู่ไปรูปยาตอกเม็ดแคปซูลปลอกแข็ง  แคปซูลนิ่มเจลาติน  และบางครั้งพบอยู่ในรูปส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่นๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในการลดน้ำหนัก
แหล่งที่พบ ในธรรมชาติเราพบไคติน – ไคโตซาน มีปริมาณมากเป็นดับสองรองจากเซลลูโลส แต่ไม่พบเป็นโครง สร้างหลักเดี่ยวๆ ในสิ่งมีชีวิต โดยพบในรูปที่เป็นสารประกอบปะปนอยู่กับสารอื่นๆเช่น  อยู่ร่วมกับหินปูน หรือแคลเซียม และโปรตีน ในรูปสารประกอบเชิงซ้อน และแหล่งวัตถุดิบสําคัญของไคติน – ไคโตซาน ดังแสดงในตาราง
 

9

แหล่งกำเนิดไคโตซาน 
ไคโตซาน (Chitosan) เป็นสารอนุพันธ์ที่ไม่ละลายน้ำของไคติน ซึ่งอาจสกัดได้จากเปลือกของกุ้งขนาดกลางและเล็ก  กุ้งกร้ามกราม หรือปู
ไคติน (Chitin) เป็นพอลิเมอร์ชีวภาพเกิดในธรรมชาติ จัดอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตผสม  ประกอบด้วยอนุพันธ์ของน้ำตาลกลูโคสที่มีธาตุไนโตรเจนอยู่ในโครงสร้างทำให้มีคุณสมบัติที่โดดเด่น และหลากหลาย ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงเป็นสารที่มีความปลอดภัยในการใช้กับมนุษย์ สัตว์และสิ่งแวดล้อม สารไคติน-ไคโตซานนี้มีชนิดพิเศษในการนำมาใช้ดูดซับและจับตะกอนต่างๆ สารละลาย แล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ซึ่งเป็นการหมุนเวียนตามระบบธรรมชาติ
โครงสร้างทางเคมีของสารไคติน  (Poly (1,4-2-acetamido-2-deoxy-β-D-glucosamine)) คล้ายคลึงกับเซลลูโลส คือ สารพอลิแซ็กคาไรด์ที่มีกลูโคสเป็นองค์ประกอบหลัก ไคตินที่เกิดในธรรมชาติมีโครงสร้างของผลึกที่แข๊งแรงมีการจัดตัวของรูปแบบของผลึกเป็น 3 คุณสมบัติได้แก่ แอลฟ่าไคติน, บีต้าไคติน, และแกมม่าไคติน ไคตินที่เกิดในเปลือกกุ้งและปู และส่วนใหญ่อยู่ในปลาหมึกพบว่าส่วยใหญ่เป็นบีต้าไคติน และซึ่งทั้งสองชนิดมีความแตกต่างในการจัดเรียงตัวของโครงสร้างตามธรรมชาติ โดยพลว่าแอลฟ่าไคตินมีคุณคุณสมบัติของเสถียรภาพทางเคมีสูงกว่าบีต้าไคติน  ดังนั้นจึงมีโอกาสที่บีต้าไคตินอาจจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเป็นแอลฟ่าไคตินได้ในสารละลายของกรดแก่ เช่น กรดเกลือ เป็นต้น  ส่วนแกมม่าไคตินเป็นโครงสร้างผสมระหว่างแอลฟ่าและบีต้าไคติน

ไคติน (Poly (1, 4-2- acetamido-2-deoxy-β-D-glucosamine)) ไคตินมีสูตรทางเคมีของโมโนเมอร์ คือ C₈  H₁₃  NO₅ ประกอบด้วย C  47.29%   H   6.45%  N 6.89%  และ O  39.37%  พบได้ในเปลือกของสัตว์  เช่น  กุ้ง  ปู  หมึก  แมลง ตัวไหม  หอยมุก  และผนังเซลล์ของพวกรา  ยีสต์ และจุลินทรีย์อีกหลายชนิด  ไคตินในธรรมชาติเป็นของแข็งอันยรูปในทางปฏิบัติไคตินละลายได้ในกรดอนินทรีย์  เช่น  กรดเกลือ  กรดกำมะถัน  และกรดฟอสฟอริกกรดฟอร์มิกที่ปราศจากน้ำ แต่ไม่ละลายในน้ำต่างเจือจาง แอลกอฮอล์  และตัวทำละลายอินทรีย์อื่นๆ โครงสร้างของไคตินแสดงไว้ในรู
ไคโตซาน คือ สารธรรมชาติชนิดหนึ่งที่มีในสัตว์กระดองแข็งและขาเป็นปล้อง เช่น เปลือกกุ้ง กั้ง และกระดองปู ซึ่งเมื่อนำมาสามารถสกัดแยกเอาแคลเซียม และโปรตีน และแร่ธาตุที่ไม่ต้องการออกไป ก็จะได้สารสำคัญที่มีโครงสร้างทางเคมีคล้ายเซลลูโลส เรียกว่า "ไคติน" (chi-tin) ไคโตซานถูกค้นพบในปี 1859 โดยศาสตราจารย์ C.Rouget
ไคโตซาน (Poly (1, 4-2- amino-2-deoxy-β-D-glucosamine))
            ไคโตซานเกิดจากปฏิกิริยาการกำจัดหมู่อะซีติล (Deacetylation) ของไคตินด้วยด่างเข้มข้น ทำให้โครงสร้างของไคตินบางส่วนเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการเปลี่ยนหมู่ฟังก์ชันที่มีหมู่อะเซตามิโด (-NHCOCHᴣ)เปลี่ยนไปอยู่ในรูปของหมู่อะมิโน (-NH₂) ที่ตำแหน่งคาร์บอนตัวที่ 2 สมบัติทางกายภาพและทางเคมีของไคโตซานเป็นโพลิมเมอร์สายยาว มีประจุบวก เนื่องจากเกิดโปรโตเนตหมู่อะมิโน (ในรูป-NHᴣ⁺) ปกติไคโตซานละลายได้ดีในกรดอินทรีย์  เช่น กรดอะซีติกกรดโพรพาโนอิก กรดแลคติก เป็นต้น pKₐ ของไคโตซานขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของโพลิเมอร์ขอบเขตของความสะเทินของประจุและค่าระดับการกำจัดหมู่อะซีติล (%DD) ที่มีเศษส่วนโมลเดียวกันกับคู่กรดที่ถูกสะเทิน pKₐ ของไคโตซานมีค่าอยู่ในช่วง 6.2 และ 6.8 สารละลายของไคโตซานมีความเหนียวใส มีพฤติกรรมแบบนอน – นิวโตเนียน (non-newtonian)
 
ไคโตซาน[/url] ([/i]chitosan) เป็นสารธรรมชาติที่รู้จักกันมานานกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว แต่ไม่ได้มีการศึกษาเพื่อนำมาใช้ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้มีการรวมตัวกันของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เพื่อค้นหา|วิจัย|หา|ค้นคว้า}เกี่ยวกับคุณสมบัติของสารตัวนี้ ซึ่งคุณสมบัติพื้นฐานของไคโตซาน ที่นักวิทยาศาสตร์ต่างค้นหา|วิจัย|หา|ค้นคว้า}ออกมาได้ผลตรงกัน คือ ไคโตซานเป็นสารที่มีประจุบวก จึงสามารถดักจับไขมันต่างๆที่เป็นประจุลบได้ โดยมีการวิจัยใช้สารไคโตซานครั้งแรกในการบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพที่ประเทศญี่ปุ่น และซึ่งหลังจากนั้นไคโตซานก็ได้เข้าไปมีบทบาทในวงการอุตสาหกรรมหลายสาขา

 

10

การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชของไคโตซาน
จากการค้นพบในหนู พบว่า ไคโตซานและไคติน ยังช่วยลดการเพิ่มของน้ำหนักได้ 143% และจากการค้นหาในคนอ้วน โดยให้กินไคโตซาน วันละ 3 กรัม เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าช่วยลดการเพิ่มของน้ำหนักได้ 22%
ในปีค.ศ.2007 และมีการค้นคว้าเชิงระบาดวิทยากับประชากรกลุ่มใหญ่ เพื่อค้นคว้าการลดน้ำหนัก พบว่ากลุ่มที่กินไคโตซาน มีน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญเฉลี่ย 1.7 กิโลกรัม และเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานไคโตซาน
มีรายงานการใช้ไคโตซาน ในงานค้นคว้าลดน้ำหนักที่เมือง Helsinki ประเทศ Finland ในคน 100 คน น้ำหนักตัวเฉลี่ย 80 กิโลกรัมต่อคน พบว่าไคโตซาน อาจลดปริมาณไขมันในร่างกายได้ถึง 8% และ ลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ถึง 8 กิโลกรัม ต่อคน ภายใน 4 สัปดาห์ รวมทั้งลดความดันโลหิตลงด้วย
ที่จริงเรื่องของไคโตซานนี้ได้มีนักวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างๆ  เช่น ยุโรป และอเมริกา ทำการค้นคว้ากันมากมาย แต่ศาสตราจารย์ ดร.ชิกิฮิโร่ ฮิราโน่ (Prof. Shigehiro Hirano) จากมหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นนักเคมีชาวญี่ปุ่นที่ทำการค้นพบเรื่องไคตินไคโตซานอย่างจริงๆจังๆ มานานเกือบตลอดชีวิต กว่า ๒๐๐ งานค้นพบ เขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งไคโตซาน ดร.ฮิราโน่กล่าวว่า ถึงแม้เขาจะทำงานค้นคว้าเรื่องไคโตซานมามาก แต่สารธรรมชาติชนิดนี้ก็ยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเขาอยู่เสมอ เพราะทุกๆครั้งที่ทำการค้นหา เขาก็จะพบคุณและประโยชน์ใหม่ๆของไคโตซานอยู่เรื่อยๆ ที่เป็นคุณสมบัติต่อคน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม
ขนาดรับประทาน / ปริมาณที่ควรรับประทานไคโตซาน
ไคโตซาน ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ช่วยลดความอ้วนได้ โดยขัดขวางการดูดซึมของไขมัน ในขณะที่ผ่านทางเดินอาหาร ไคโตซานจะช่วยดูดซับไขมันได้ 4-6 เท่าของน้ำหนักตัว ส่งผลให้ไขมันถูกขับออกจากร่างกาย ก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมและเก็บไว้เป็นน้ำหนักส่วนเกิน
ขนาดรับประทาน  ในขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดขนาดกิน  หรือปริมาณที่แนะนำต่อวัน (RDA) ของไคโตซานอย่างแน่นอน  แต่จากการศึกษาหลายกรณีชี้ให้เห็นว่าไคโตซาน 8 กรัม (ไคโตซานแคปซูล 250 มิลลิกรัมจำนวน 8 เม็ดต่อวัน  หรือขนาดแคปซูลละ 500 มิลลิกรัมจำนวน 4 เม็ดต่อวัน) อาจดูดซับไขมันได้ 10 กรัม  และกำจัดออกจากร่างกายไปกับของเสีย
งานค้นพบทางการแพทย์ พบว่าไคโตซาน  มีความปลอดภัยต่อมนุษย์สูง และ ไม่พบอันตรายจากการใช้  รวมทั้ง US Environmental Protection Agency ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ให้การรับรองว่า ปราศจากสารพิษ  และ สารที่ก่อให้เกิดมลภาวะ
ข้อแนะนำ / ข้อระวังในการใช้ไคโตซาน
ใช้ในผู้ที่แพ้อาหารทะเล เพราะเสมือนว่ากิน  อาหารทะเลเข้าไป จึงทำให้เกิดอาการในผู้ที่แพ้อาหารทะเล รวมทั้งเด็ก หญิงมีครรภ์ และหญิงให้นมบุตรก็ไม่ควรทาน  ไคโตซาน ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีปัญหาการย่อยผิดปกติ
ไคโตซานจะดูดซับวิตามินที่ละลายในไขมันที่สำคัญอย่าง วิตามินเอ, วิตามินดี, วิตามินอี และวิตามินเค ไปด้วย จึงควรรับประทาน เฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็น และไม่ควรกิน  ต่อเนื่องกันนานเกินกว่า 2 สัปดาห์ และหากคุณรับประทาน  ไคโตซาน จึงควรทาน  อาหารที่มีวิตามินที่ละลายในไขมัน และกรดไขมันที่จำเป็นเพิ่มขึ้นด้วย
 

Tags : ไคโตซาน,ไคติน

11

ประโยชน์ / สรรพคุณของถั่วขาว
ถั่วขาว มีคุณค่าทางโภชนาการอาหารที่จำเป็น เช่น คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เเละมีกากและเส้นใยอาหารและมีสารช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟ่า-อะไมเลส เเละทำให้ลดการสะสมแป้งในร่างกาย การใช้ประโยชน์ของถั่วขาว ได้ถูกนำมาแปรรูปทางด้านอุตสาหกรรมและอาหารพร้อมบริโภคต่างๆ หลากหลาย เช่น ถั่วขาวในกาแฟและโกโก้ ซุปครีมถั่วขาว ถั่วขาวผสมคอลลาเจน ถั่วขาวในซอสมะเขือเทศ หรือจะเป็นเมล็ดแห้งก็พบเช่นกัน
จากการวิเคราะห์ cooked bean ในประเทศกัวเตมาลา พบว่า มีโปรตีน 24.9 % ไขมัน 0.7% และเส้นใย 2.8%  คุณสมบัติที่นิยมและโดดเด่นที่สุดสำหรับถั่วขาวสกัด คือการเป็นอาหารเสริมลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพ ถั่วขาวขึ้นชื่อว่าเป็น ตัวบล็อคแป้ง (Starch Blocker) มีจุดเด่นในการช่วยให้ร่างกายลดการดูดซึมสารอาหารประเภทแป้งได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เเละจึงส่งผลให้แป้งถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและถูกเก็บเป็นไขมันน้อยลง  เเละเมื่อร่างกายไม่ได้รับพลังงานจากแป้งส่วนหนึ่ง ทำให้ขาดพลังงานได้ ร่างกายจึงเข้าไปดึงไขมันที่สะสมอยู่มาเผาผลาญเปลี่ยนเป็นพลังงานแทน จึงทำให้ไขมันสะสมในร่างกายของเราลดน้อยลงนั่นเอง
ธรรมชาติของร่ายกาย เมื่อทานอาหารจากพวก แป้ง,ข้าว เข้าไป ร่างกายจะหลั่งสารL-amylaseมาย่อย Carbohydrate ให้เป็นหน่วยโมเลกุลเล็ก ๆ คือ น้ำตาล Glucose จากนั้นร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลGlucose ให้เป็นพลังงาน (Energy) เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมของร่างกายหากกินแป้งมากกินไปเสมือนหนึ่งมีน้ำตาล Glucose มากเกินความต้องการของร่างกาย น้ำตาล Glucose ส่วนเกิน จะไปเป็นไขมัน สะสมใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกายต่อไป ไขมันสะสมทำให้เราอ้วน  และน้ำหนักมากเกินไป
 
White kidney bean หรือสารสกัดจากถั่วขาว ทำหน้าที่ ยับยั้งการทำงานของ เอนไซม์ L-amylase ได้ถึงกว่า 50% ซึ่ง นั่นหมายความว่า หากเรารับประทานอาหารจำพวกแป้งเข้าไป 1 จาน แต่ร่างกายเพียงสามารถเปลี่ยนแป้งให้เป็น Glucose และมีโอกาสที่จะเปลี่ยนต่อไปเป็นไขมัน ได้เพียงครึ่งจานเท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งจานจะอยู่ในรูป Carbohydrate ที่ไม่ดูดซึม แล้วขับถ่ายออกมาในรูปของเส้นใย (Fiber) แทน
 
 
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล ฟื้นฟูในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานและโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน ช่วยระบบขับถ่าย แก้ปัญหาท้องผูก เนื่องจากในถั่วขาวมีใยอาหารในชนิดมาก เเละถั่วขาวอุดมไปด้วยโปรตีนที่มีคุณสมบัติช่วยสร้างและซ่อมแซมเซลล์ เเละช่วยฟื้นฟูเซลล์และอวัยวะที่เสื่อมสภาพ
 

ถิ่นกำเนิด ของถั่วขาว
ถั่วขาว (White Kidneys Beans) เป็นถั่วที่ชาว แอชเทกส์ (Aztecs) นำเข้ามาขยายพันธู์ในอเมริกากลางลักษณะคล้ายกับถั่วฝักยาว และ ถั่วบอร์ลอตติ (Borlotti bean) มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่สูง ในแถบประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา หลังการ วิจัยทวีปอเมริกาได้กระจายเข้าสู่ทวีปยุโรปและทวีปอื่นๆต้องการอากาศหนาวเย็นในช่วงการเจริญเติบโต ส่วนในประเทศไทยมีการเพาะพันธ์ ถั่วขาวในพื้นที่โครงการหลวง ได้แก่ พันธุ์ปางตะ 2 ที่สามารถปลูก ได้ดีและให้ผลผลิตสูง
ลักษณะทั่วไปถั่วขาว
ถั่วขาวมีประเภททางพฤกษศาสตร์เหมือนถั่วแดงหลวง และถั่วแขก กล่าวคือ เป็นพืชล้มลุกฤดูเดียวทรงต้นเป็นพุ่มเตี้ย และทอดยอดเป็นบางพันธุ์ ใบเป็นชุดประกอบด้วยใบย่อย 3 ใบ ชนิดของใบย่อยอาจกว้างหรือแคบขึ้นอยู่กับพันธุ์มีระบบรากแก้วหยั่งลึกลงดิน ดอกออกเป็นช่อ มีประเภทเช่นเดียวกับดอกถั่วทั่วๆ ไป โดยธรรมชาติเป็นพืชผสมตัวเอง ภายหลังการผสมพันธุ์ฝักจะเจริญออกมายาว ฝักอาจกลมหรือแบนประกอบด้วยเมล็ดหลายเมล็ด เมล็ดมีสีขาว ชนิดกลมมีขนาดเล็กกว่าเมล็ดถั่วแดงหลวง ถั่วขาวมีจำนวนโครโมโซม 22 โครโมโซม(2n=2x=22) เท่ากันกับถั่วแดงหลวงและถั่วแขก
ถั่วขาวในประเทศไทยจัดเป็นพืชที่นำเข้าจากต่างประเทศตามถิ่นกำเนิดของพืช ความเหมาะสมของพื้นที่ที่ใช้เพาะพันธ์ในประเทศไทยจึงอยู่ในเขตบนที่สูงที่มีอากาศเย็นที่ระดับความสูงประมาณ 800 - 1,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และอุณหภูมิในช่วงการเจริญเติบโตควรอยู่ระหว่าง18.3 - 23.9 องศาเซลเซียส อากาศร้อนกว่า 24 องศาเซลเซียส ประเภททำให้การผสมเกสรไม่ดีดอกร่วง อากาศเย็นและชื้น ฝนชุกก็จะทำให้การเติบโตไม่ดี และไม่ทนต่อการเกิดน้ำค้างแข็ง
การขยายพันธุ์ของถั่วขาว
การปลูกถั่วขาว[/url][/i] ดินที่ปลูกควรมีความอุดมสมบูรณ์และมีการระบายน้ำได้ดีไม่เป็นกรดจัด ดินที่ใช้ขยายพันธู์ได้ผลผลิตดีควรมีระดับความเป็นกรด (pH) 6.5 - 6.8 ระยะเพาะปลูกระหว่างหลุม และระหว่างแถวควรจะอยู่ประมาณ25×50 เซนติเมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ดีประมาณ 10 กิโลกรัมไร่โดยหยอดหลุมละ 4 - 5 เมล็ด
โครงการค้นพบและพัฒนาถั่วที่สูง มูลนิธิโครงการหลวงได้นำถั่วขาวมาพัฒนาและวิจัยพันธุ์ที่เหมาะสมในการขยายพันธู์บนที่สูง เพื่อทดแทนการเพาะปลูกฝิ่น โดยทดลองเพาะพันธ์สถานีเกษตรหลวงปางดะและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียวระหว่างปี 2541 – 2547  พันธุ์ถั่วขาวที่ค้นคว้าได้แก่ พันธุ์ปางดะ 1 ปางดะ 2 ปางดะ 3 และ ปางดะ 4 จากการค้นพบ พบว่า ผลผลิตเฉลี่ยของทั้ง 5 ฤดูเพาะปลูกของถั่วขาวแต่ละพันธุ์แตกต่างกันระหว่างพันธุ์ ถั่วขาวพันธุ์ปางดะ 1 ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด 238.6 กก.ต่อไร่รองลงมาคือสายพันธุ์ปางดะ 2 ปางดะ 4 และปางดะ 3แต่ละพันธุ์มีอายุเก็บเกี่ยวเฉลี่ยทั้ง 5 ฤดูปลูก 67-82 วันโดยที่พันธุ์ปางดะ 4 มีอายุเก็บเกี่ยวนานที่สุด รองลงมาได้แก่พันธุ์ปางดะ 1 2 และ3 แต่ในปัจจุบันพันธุ์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะคือ ปางดะ 2 และฤดูเพาะที่เหมาะสมอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม ถึงเดือนธันวาคม
สารสกัดที่ได้จากการสกัดเมล็ดถั่วขาว
การนำเมล็ดถั่วขาวมาสกัดด้วยน้ำพบสาร ฟาซิโอลามิน(Phaseolamin) ในส่วนของโปรตีน ที่สามารถช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลส(alpha-amylase) ซึ่งมีหน้าที่ย่อยแป้งดิบและแป้งสุกที่ลำไส้เล็ก ทำให้อาหารประเภทแป้งที่เราบริโภคเข้าไปไม่เปลี่ยนสภาพเป็นน้ำตาลทั้งหมด  โดยสารฟาซิโอลามินในถั่วขาว เเละมีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการย่อยแป้งเป็นน้ำตาบถึง 66% แป้งที่เราทานเข้าไปจึงไม่ถูกดูดซึมสู่ร่างกายทั้งหมด การสะสมของไขมันที่เกิดจากการเปลี่ยนรูปของน้ำตาลจึงลดลงด้วย เเละเมื่อร่างกายได้รับพลังงานลดลงจึงดึงเอาไขมันเก่าที่สะสมไว้มาเผาผลาญทำให้ไขมันในร่างกายลดลงด้วย

Tags : ถั่วขาว,สารสกัดจากถั่วขาว

12
การศึกษาทางเภสัชวิทยาของถั่วขาว
สารฟาซิโอลามิน ถูก ค้นพบจากสารสกัดจากถั่วแดงหลวง (kidney bean) ในปีค.ศ. 1975 และในปีค.ศ. 1980 เเละเริ่มมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของสารสกัดฟาเซโอลามิน โดยกล่าวว่ามีคุณสมบัติเป็นตัวบล็อกแป้ง (starch blockers) เเละเริ่มใช้ในผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ที่เป็นเบาหวาน ปีค.ศ. 2001 มีการ วิจัยผลของสารสกัดจากถั่วขาว (Phase 2TM) ต่อการดูดซับแป้งน้ำหนักของคนที่ ทานและ Body fat mass โดย รับประทานในบุคคล 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 30 คน กินสารสกัดจากถั่วขาว (Phase 2TM) 500 มก. ก่อนทานอาหารอีกกลุ่มไม่ได้ กินสารสกัดจากถั่วขาว เป็นเวลา30 วัน ผลการ ค้นพบ พบว่า กลุ่มที่ ทานสารสกัดจากถั่วขาวมีค่า การดูดซับแป้งลดลงถึง 66% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กิน ซึ่งค่าดูดซับแป้งไม่ลดลงแต่อย่างใด
นอกจากนี้ยังพบว่าหลังจากครบ 30 วัน น้ำหนักเฉลี่ยของกลุ่มที่ กินสารสกัดจากถั่วขาวลดลง 6.45 ปอนด์(2.93 กก.) เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน ซึ่งไม่มีผู้ใดน้ำหนักลดลงถึง 1 ปอนด์(0.45 กก.) เลย และยังพบว่ากลุ่มที่ที่ ทานสารสกัดจากถั่วขาวมีBody fat mass เเละลดลงมากกว่า 10% และมีขนาดรอบเอวลดลงมากกว่า 3% ด้วยในปีค.ศ. 2004 มีรายงานการ ค้นพบของนายแพทย์Jay Udini และคณะยืนยันผลของสารสกัดถั่วขาวในชนิดเดียวกัน ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Alternative Medicine Review2004 :9 :1 ; 36-39. ในหัวเรื่อง “ค้นคว้าผลของ “Phase 2” ในการยับยั้งการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตและลดน้ำหนัก”(Blocking Carbohydrate Absorbtion and Weight Loss: A Clinical Trial Using Phase 2 Brand Proprietary  Fractionated White Bean Extract) โดย ค้นพบในกลุ่มอาสาสมัครที่เป็นคนอ้วน 50 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยวิธี สุ่มตัวอย่าง กลุ่มแรกให้ กินPhase 2 1,500 มก.วันละ 2 เวลาพร้อมอาหารส่วนอีกกลุ่มเป็น กลุ่มเปรียบเทียบไม่ได้รับ Phase 2 จากการศึกษาพบว่า Phase 2 สามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้และมีผลต่อการลดน้ำหนักและสัดส่วนดังตารางต่อไปนี้
การศึกษาทางพิษวิทยาของถั่วขาว
 เเละมีการ ค้นหาด้านความปลอดภัย พบว่าไม่พบอาการข้างเคียงอันตรายแบบเฉียบพลันในสัตว์ทดลอง แต่เมื่อแป้งส่วนหนึ่งที่ไม่ถูกย่อย ผ่านเข้าไปสู่ลำไส้ใหญ่ อาจเกิดการหมักจากเชื้อจุลินทรีย์ และก่ออาการไม่พึงประสงค์ตามมาได้เช่น {เจ็บ|ปวดท้องญ ท้องเสีย อาเจียนได้
รูปแบบขนาดวิธีใช้ของถั่วขาว ปัจจุบันมีข้อมูลว่าการ กินสารสกัดจากถั่วขาวปริมาณ 500-3000 มก.ต่อวัน เเละช่วยให้ลดน้ำหนักได้
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง 

  • หาก รับประทานถั่วขาวสกัดในปริมา ณมากเกินควรอาจส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงเช่น จุกเสียดท้อง ท้องเสีย และท้องอืด ได้ เเละผู้ที่แพ้อาหารประเภทถั่วไม่ควร กินสารสกัดจากถั่วขาว
  • ในสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อน รับประทานถั่วขาวสกัด
  • ผู้ที่เป็นโรคตับและโรคไตควรปรึกษาแพทย์ก่อน รับประทานถั่วขาว
  • ผู้ที่กำลัง รับประทานยาลดน้ำตาลอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน รับประทานเช่นกัน เนื่องจากอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงต่ำเกินไป
  • จุดเด่นของสารสกัดจากถั่งขาว คือ สกัดปริมาณการย่อยอาหารกลุ่ม ข้าวแป้ง จึงเหมาะกับบุคคลที่พบปัญหาการอุปโภคอาหารประเภทข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว มากเกินพอดี ผู้ที่อ้วนเพราะชอบอุปโภค ขนมหวาน น้ำตาล หรือ อาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน เนื้อสัตว์ ย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากถั่วขาว
  • ก่อนซื้อควรอ่านฉลากดูปริมาณของสารสกัดจากถั่วขาวที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ด้วย ไม่ควรหวังผลด้านลดน้ำหนัก หากจำนวนที่ได้รับจาการบริโภคต่อวัน น้อยกว่า 500 มิลลิกรัม ซึ่งจะเห็นว่าหลายผลิตภัณฑ์โฆษณาว่ามีสารสกัดจากถั่วขาว แต่จำนวนมีเพียงเล็กน้อย
  • ควรต้องคำนึงถึงช่วงระยะเวลาในการบริโภคด้วย เเละช่วงที่จะเกิดประโยชน์มากที่สุด ควรบริโภคก่อนอาหารมื้อหลักพร้อมน้ำ
  • บริโภคก่อนอาหารอย่างน้อย 1 - 2 ชั่วโมง เเละเนื่องจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะผ่านออกจากกระเพาะอาหารใช้เวลาประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง
  • ผู้ที่รับประทานถั่วขาวสกัดเพื่อลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายเพิ่มเติมและคุมอาหารประเภทอื่นๆที่นอกจากแป้งร่วมด้วย เนื่องจากการรับประทานอาหารเสริมลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่เห็นผลเร็วเท่าการดูแลตัวเองร่วมด้วย


คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : การศึกษาทางเภสัชวิทยาของถั่วขาว

Tags : การศึกษาทางเภสัชวิทยาของถั่วขาว

13

สรรพคุณของเจียวกู่หลาน 
สรรพคุณยาจีน  แพทย์แผนจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือใบเจียวกู่หลานเป็นยาแก้อักเสบ  แก้ไอ  ขับเสมหะ และแก้หลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง  ชาชงเจียวกู่หลานใช้บำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย  ช่วยให้เจริญอาหาร  ช่วยให้นอนหลับ  และยังเสริมภูมิคุ้มกัน จีนตอนใต้แถบยูนานไปจนถึงไต้หวันรู้จักเจียวกู่หลานมาเนิ่นนาน  โดยถือเป็นยาอายุวัฒนะ
สรรพคุณยาไทย  ยาพื้นบ้านของขาวเขาเผ่ามูเซอ  ใช้บริเวณต้นเป็นยาพอกเยียวยา  ช่วยรักษากระดูกและอาการปวดกระดูก  ปวดในข้อมือ  ข้อเท้า  และอาการฟกช้ำดำเขียว  ชาวเขาพวกจีนฮ่อใช้ใบกิ่งและลำต้นเจียวกู่หลานมาคั่วทำเป็นชาสำหรับดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง  ยาพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าลาฮู (lahu) ใช้ทั้งต้นเป็นยาพอกรักษาแผล  ช่วยรักษา อาการกระดูกและอาการเจ็บกระดูก มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด  ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง. ต้านอักเสบ  ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
คุณประโยชน์ของเจียวกู่หลาน

  • ช่วยลดโคเลสเตอรรอลชนิด LDL และ เยียวยา สมดุลในการเกิดของไขมัน HDL จึงลดสาเหตุที่ทำให้เกิดการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ช่วยทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญไขมันได้ดี จึงลดไขมัน ไม่ให้สะสมตามผนังหลอดเลือด เนื่องจากในตัวของเจียวกู่หลานมีใยธรรมชาติที่สามารถจะดูดซับไขมันแล้วขับถ่ายออกไปจากร่างกายได้
  • ช่วยปรับความสมดุลของระบบความดันโลหิต เช่น  ช่วยปรับการทำงานของหัวใจในสภาวะเกิดระดับความดันโลหิตต่ำ  และยังบำรุงการขยายตัวของหลอดเลือด เช่น ช่วยปรับการทำงานของหัวใจในสภาวะเกิดระดับความดันโบหิตต่ำ  และยังช่วยการขยายตัวของหลอดเลือดเมื่อร่างการมีความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ของการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และการเต้นของหัวใจ  รวมทั้งป้องกันการเกิดภาวะอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองได้
  • เจียวกู่หลานช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยไปกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งสารอินซูลิน  และยังยั้งการดูดซึมกลูโคสในทางเดินอาหาร
  • ช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของเซลล์ในร่างกาย เนื่องจากมี Flavonoids, Glycoside ที่มีประโยชน์ในการต้านการเกิดอนุมูลอิสระ
  • ช่วยต้านการอักเสบ แก้ปวด ปวดศีรษะไมเกรน  ขับเสมหะ  แก้ไอ
  • ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และลดอาการแพ้
  • ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
  • ยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง
  • ช่วยการทำงานของระบบกล้ามเนื้อหัวใจและระบบการไหลเวียนของโลหิต
  • เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเซลล์ เสริมสร้างเซลล์ไขกระดูกและเม็ดเลือดขาว
  • ช่วยลดอาการผมหงอก ผมร่วง
  • ช่วยเพิ่มปริมาณเชื้ออสุจิ
  • มีการค้นหาและวิจัยและศึกษาจากสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ว่ามีฤทธิ์ยับยั้ง gnzyme  HIV  protease   ทำให้เชื้อไวรัส HIV ไม่เพิ่มจำนวนขึ้น
  • มีฤทธิ์ในการลดภาวการณ์เกิดพิษเรื้อรังที่ตับ และลดการเกิด fibrosis โดยพบว่า Gypenoside ในเจียวกู่หลานจะลดการเพิ่มขึ้นของ SGOT และ SGPT  ได้สามารถป้องกัน biomembrane จากการเกิด oxidationinjury  ได้
  • ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพต่อการสั่งงานของสมอง ช่วยลดปัญหาความจำเสื่อมได้
  • ช่วยในการบำรุงสายตา


มีสารช่วยบำรุงร่างกาย
 
 
 
 
องค์ประกอบทางเคมีของเจียวกู่หลาน Gypenoside Flavonoids ส่วนประกอบอื่นๆ ที่พบได้เช่นเดียวกับที่พบในโสม 6 ชนิด และไม่แตกต่างกันกับที่พบในโสมอีกหลายชนิด เช่น Glycoside, Saponin เป็นต้น แร่ธาตุต่างๆ เช่น ซีลีเนียม แมงกานีส  ทองแดง  เจอมาเนียม เหล็ก แมกนีเซียม โซเดียม  โพแทสเซียม  ซิงค์  แคลเซียม   กรดอะมิโน เช่น Arginine, Cystine, Flycine, Lysine, Phenylanine เป็นต้น  โปรตีน  คาร์โบไฮเดรต  และไขมัน
องค์ประกอบทางเคมีของเจียวกู่หลาน Gypenoside  Flavonoids ส่วนประกอบอื่นๆ ที่พบได้เช่นเดียวกับที่พบในโสม 6 ชนิด และใกลเคียงกันกับที่พบในโสมอีกหลายชนิด เช่น Glycoside, Saponin เป็นต้น แร่ธาตุต่างๆ เช่น ซีลีเนียม แมงกานีส  ทองแดง  เจอมาเนียม เหล็ก แมกนีเซียม โซเดียม  โพแทสเซียม  ซิงค์  แคลเซียม   กรดอะมิโน เช่น Arginine, Cystine, Flycine, Lysine, Phenylanine เป็นต้น  โปรตีน  คาร์โบไฮเดรต  และไขมัน
 
 
 

Tags : เจียวกู่หลาน

14

รูปแบบขนาดวิธีการใช้ของเจียวกู่หลาน
  รูปแบบการใช้เจียวกู่หลานนั้น สามารถใช้ได้ตามตำรับยาต่างๆ ได้ และในปัจจุบันมีการสกัดสารและทำในรูปแบบยาแผนปัจจุบันและชาชงกันอย่างแพร่หลาย และมีขนาดการใช้แตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท ขนาดที่ใช้เป็นยาอายุวัฒนะชะลอความแก่ และให้ใช้ยาเจียวกู่หลานแห้งบดเป็นผงใส่ในแคปซูล  ให้รับประทานครั้งละไม่เกิน 3 กรัม  ตามตำรับยาไทยโบราณ  ใช้เข้ากับตำรายาตามต้องการ
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเจียวกู่หลาน   
·        Dr Osama Tanaka แห่งคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮิโรชิมา  ได้ทำการศึกษาจนพบว่า เจียวกู่หลานมีสาร Saponins ที่มีโครงสร้างโมเลกุลเหมือนกับโสม ต่อมา Dr Tsunematsu Takemoto ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรที่วิจัยประโยชน์ของเจียวกู่หลานมากกว่า 10 ปี ได้พบว่าเจียวกู่หลานมีสาร Saponins อยู่มากถึง 82 ชนิด  หรือที่เรียกว่า Gypenosides และเจียวกู่หลานยังเป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นยาได้เหมือนกับโสมแต่ดีกว่าโสม  เนื่องจากโสมมีสาร Saponins ที่เรียกว่า Gypenosides อยู่เพียง 28 ชนิด ในขณะที่เจียวกู่หลานนั้นมี Gypenosides อยู่ถึง 82 ชนิด และสาร Gypenosides ที่พบในเจียวกู่หลานจะมีอยู่ 4 ชนิดที่เหมือนกับโสม และมีอีก 17 ชนิด ที่มีชนิดคล้ายกับโสม นอกจากนี้ยังปริมาณของGypenosides ที่มีอยู่ในเจียวกู่หลานก็ยังมีมากกว่าและมีคุณลักษณะทางยาที่ดีกว่า Gypenosides
ที่พบได้ในโสม  อีกทั้งเจียวกู่หลานยังไม่มีพิษและไม่มีอาการแพ้ที่เกิดขึ้นจากการบริโภคอีกด้วย
·        LIM และคณะ ได้ทำการทดลองนำเจียวกู่หลานแห้งไปสกัดด้วยน้ำ จากนั้นนำไปทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบในหนูขาวทดลอง พบว่าสามารถต้านการอักเสบลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้
·        การให้สารสกัดด้วยน้ำจากส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นเจียวกู่หลาน ในขนาด 1 กรัม ต่อกิโลกรัม (คิดตามน้ำหนักของเจียวกู่หลานที่นำมาสกัด) แก่หนูขาวทดลองโดยการฉีดเข้าทางช่องท้อง พบว่าอาจป้องกันตับจากการเกิดสารพิษจาก CCI และยังมีรายงานว่า Gypenosides มีฤทธิ์ในการเยียวยาภาวะ การเกิดพิษเรื้อรังที่ตับ ซึ่งถูกเหนี่ยวนำด้วย CCI4 และลดการเกิด Fibrosis ด้วย โดยพบว่า Gypenosides จะลดการเพิ่มของ SGOT, SGPT activities ในหนูขาว ซึ่งตับถูกทำลายด้วย CCI4 เป็นเวลานานถึง 8 สัปดาห์ และยังทำให้{ปริมาณ|จำนวน|คุณภาพ|ของคอลลาเจนลดลง 33%
การศึกษาทางพิษวิทยาของเจียวกู่หลาน    ความเป็นพิษได้ทำการทดสอบความเป็นพิษกับหนูขาว โดยให้กินสารสกัดปัญจขันธ์ในขนาด 6, 30 , 150 และ 750 มก./กก./วัน  นาน 6 เดือน ไม่พบอาการผิดปกติใดๆ ค่าชีวเคมีในเลือดปกติ อวัยวะภายในเป็นปกติ ไม่พบพิษหรือผลข้างเคียงใดๆ และมีการทดสอบความเป็นพิษกับคน โดยรับประทานสารสกัดเจียวกู่หลาน(ปัญจขันธ์)แคปซูลประกอบด้วยสาร Gypenoside 40 มก./แคปซูล ครั้งละ 2 เม็ดหลังอาหารเช้า – เย็น ติดต่อกันนาน 2 เดือน พบว่า ไม่พบอาการผิดปกติใดๆ ในอาสาสมัคร ดังนั้น การค้นหาความเป็นพิษของปัญจขันธ์ สามารถสรุปได้ว่าค่อนช้างปลอดภัย เพราะไม่พบสารพิษและอาการข้างเคียง แต่อย่างไรก็ตามควรมีค้นหาทางคลินิกเพิ่มเติม
ข้อควรแนะนำ  ข้อควรระวังของเจียวกู่หลาน
            จากจดหมายข่าวผลิตใบของกรมวิชาการเกษตร ได้เขียนถึงการดื่มชาเจียวกู่หลานไว้ว่า ห้ามกินติดต่อกันเกิน 7 วัน เมื่อดื่มครบ 7 วันแล้ว ก็ให้หยุดกินประมาณ 1 – 2 วัน แล้วค่อยเริ่มต้นกินใหม่  และถ้าหากมีอาการไม่ปกติ เช่น ปวดศีรษะ  มึนงง  ตาพร่าลาย ก็ให้หยุดดื่มช่นกัน  ส่วนขนาดที่กินนั้นให้ดูที่ฉลาก และสามารถชงซ้ำได้ 1 – 2 รอบ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใส่ลงไปหรือจนกว่าน้ำชาและเจือจางลง  เมื่อใช้เสร็จแล้วก็อย่าลืมปิดซองให้สนิท หรือจะใส่ในภาชนะอื่นที่เป็นภาชนะสุญญากาศก็ได้  (ห้ามเก็บในตู้เย็น  เพราะในชาอาจขึ้นราได้) สตรีมีครรภ์ควรงดรับประทาน 1 เดือน ก่อนคลอด และ ให้นมบุตร  ผู้ที่ฟอกไต คนผอมแห้งไม่ควรกินชาเจียวกู่หลาน
 

15
ถิ่นกำเนิดเจียวกูหลาน
   มีต้นกำเนิดในทวีปเอเชีย  ในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศเป็นป่าเขาที่มีความสูงระดับ 3 เป็นป่าเขาที่มีความสูงระดับ 300 – 3200 เมตร  จากระดับน้ำทะเล    ทางภาคตะวันออกของประเทศจีน  และมีการปลูกกระจายไปยังประเทศเกาหลี   ญี่ปุ่น    และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้    ในประเทศไทย พบได้ตามธรรมชาติที่ดอยอินทนนท์ และมีการนำมาเพาะทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่  เชียงราย  ชัยภูมิ  จันทบุรีและนครราชสีมา

ลักษณะทั่วไปของเจียวกูหลาน
    แบ่งได้เป็น 2 สายพันธุ์  คือ

  • เจียวกู่หลานป่าเป็นพืชที่ขึ้นตามธรรมชาติ รสชาติที่ได้จะมีรสขม
  • เจียวกู่หลานบ้าน คือ  เพาะพันธ์ตามแหล่งปลูกทั่วไป  รสชาติจะมีรสขมปนหวาน
ต้นเจียวกู่หลาน จัดอยู่พืชไม้ล้มลุกตระกูลหญ้าแบบเถาเลื้อย  ยาว ประมาณ 1 – 150 ซม.  มีรากอยู่พื้นดินเป็นรากเลื้อย เส้นเล็ก  ยาวประมาณ 50 – 100 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของรากประมาณ  1  เซนติเมตร  ลำต้นเป็นข้อๆ มีมือเกาะตามข้อ  มีขนบางๆ เล็กน้อย เลื้อยไปตามพื้นดินหรือเลื้อยพันกับพืชชนิดอื่นๆ
ใบเจียวกู่หลาน ใบออกเรียงสลับ มักเรียบแบบขนนก  กิ่งหนึ่งมีใบประมาณ 3 – 7 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปกลมรีหรือรูปไข่  ปลายใบแหลม  โคนใบกลม  ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยเล็กน้อย  ตรงกลางของใบเจียวกู่หลานจะยาวได้ประมาณ 4 - 8ซม.  และกว้างประมาณ   2 - 3 เซนติเมตร  เส้นใบล่างมีขนสั้นปกคลุม ใบ 2 ข้าง มักเรียงคู่กันเล็กกว่าใบตรงกลาง
ดอกเจียวกู่หลาน ออกดอกเป็นกระจุกมีสีเหลืองเขียว  โดยจะออกตามซอกใบ  ดอกเป็นแบบแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน กลีบดอกเป็นเส้น  ปลายแหลมยาว ได้ประมาณ 1มล. ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน มีเกสรเพศเมีย 3 อัน
ผลเจียวกู่หลาน[/url]  ประเภทของผลเป็นรูปทรงกลม  ผลอ่อนเป็นสีเขียว  ส่วนลูกแก่เป็นสีเขียวออกดำ  ลูกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 – 8 มิลลิเมตร ในผลมีเมล็ด ลักษณะเป็นรูปกลมรี  ยาวได้ประมาณ  4  มิลลิเมตร เมล็ดจะเป็นเส้นย่น
 
การขยายพันธุ์ของจียวกูหลาน
            พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า

  • พันธุ์อ่างขาง เป็นพันธุ์ที่เพาะพันธ์และเพาะพันธ์โดยมูลนิธิโครงการหลวงอ่างขาง
  • พันธุ์จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยภาคเอกชนนำมาเพาะปลูกขยายพันธุ์และจำหน่าย
การเตรียมพันธุ์เจียวกูหลาน

  • การขยายพันธู์เมล็ด ใช้วัสดุขยายพันธู์เป็นทรายละเอียด โดยโรยเมล็ดในแปลงเพาะ จากนั้น 8 – 14 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก  ทำการย้ายกล้าเมื่อมีใบจริง 2 – 3 ใบ ควรเพาะเมล็ดในช่วงอากาศเย็น แต่ไม่ควรปลูกเมล็ดในช่วงฝนตกชุก หรือหยอดเมล็ด 2 – 3 ใบ ลงในหลุมเพาะโดยตรง
  • การปักชำ ใช้เถาที่เจริญเติบโตเต็มที่ ไม่อ่อนหรือไม่แก่เกินไป  ตัดเป็นท่อนๆ ให้มี 3 – 4 ข้อ  ริดใบที่อยู่ 2 ข้อล่างออก  ปักลงพื้นดินให้ลึก 1 – 2 ข้อ โดยปักให้เอียงเล็กน้อย  ทำมุมประมาณ  45  องศา เอนส่วนปลายไปทางทิศตะวันตก  เมื่อรากงอกและยอดยางประมาณ 10 – 15 ซม.  ให้ย้ายลงแปลงเพาะ  โดยรากจะงอกประมาณ 7 วันหลังปักชำ
  • การขยายพันธุ์โดยใช้ลำต้นใต้พื้นดิน โดยขุดลำต้นใต้พื้นดินขึ้นมา ตัดเป็นท่อนๆ ขนาด 5 เซนติเมตร ในแต่ละท่อนมี 1 – 2 ข้อ ขุดหลุมเป็นแนว ใช้ 1 ท่อนพันธุ์ต่อหลุม
  • การเก็บเมล็ดพันธุ์ โดยเก็บเกี่ยวผลแก่จัดที่มีลักษณะสมบูรณ์  ประมาณปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน  นำไปทำให้แห้ง  เอาเปลือกออก  เก็บเมล็ดในที่เย็น แห้ง อากาศถ่ายเทได้ดี
สภาพพื้นที่ปลูก 

  • เจริญเติบโตได้ทั้งบนเขาและที่ราบ ในระดับความสูงจากน้ำทะเล 300 – 3200 เมตร
  • สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม อุณหภูมิ  16 – 28 องศาเซลเซียส  ความชื้นสัมพันธ์ที่เหมาะสมมากกว่าร้อยละ 80
  • ลักษณะพื้นดิน ควรเป็นดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนหรือด่างอ่อน มีการระบายน้ำได้ดี  ความชื้นในดินไม่สูงเกินไป แต่หน้าดินต้องสามารถอุ้มน้ำได้ดี
  • ความต้องการแสง ขอบที่ร่ม  อากาศชื้น  ไม่ทนความแห้งแล้ง  มีปริมาณแสงร้อยละ 40 – 60


 

หน้า: [1]